น้ำ เกี่ยวข้องกับคนไทย ตั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน

ประเพณีสงกรานต์ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่

         วันที่ของเทศกาลเดิมกำหนดโดยการคำนวณทางดาราศาสตร์ แต่ปัจจุบันระบุแน่นอนว่า 13 ถึง 15 เมษายน สงกรานต์ตกอยู่ในช่วงที่ร้อนที่สุดของปีในประเทศไทย คือ ปลายฤดูแล้ง จนถึง พ.ศ. 2431 วันขึ้นปีใหม่ไทยเป็นจุดเริ่มต้นของปีในประเทศไทย หลังจากนั้นวันที่ 1 เมษายนถูกใช้เป็นวันขึ้นปีใหม่จนถึง พ.ศ. 2483
         สงกรานต์ เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทยซึ่งสืบทอดมาแต่โบราณคู่มากับประเพณีตรุษ จึงมีการเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึงประเพณีส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่ คำว่าตรุษเป็นภาษาทมิฬ แปลว่าการสิ้นปี แต่ในปัจจุบัการเฉลิมฉลองในประเพณีสงกรานต์นั้นได้ละทิ้งความงดงามขอประเพณีในสมัยโบราณไปเกือบหมดสิ้น คงไว้เพียงแต่ภาพลักษณ์แห่งความสนุกสนาน


          

ประเพณีการเล่นน้ำ ประเพณีการเล่นน้ำ
ประเพณีการเล่นน้ำ ประเพณีการเล่นน้ำ 

         พิธีสงกรานต์ เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในสมาชิกในครอบครัว หรือชุมชนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่สังคมในวงกว้าง และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทัศนคติ และความเชื่อไป ในความเชื่อดั้งเดิมใช้สัญลักษณ์เป็นองค์ประกอบหลักในพิธี ได้แก่ การใช้น้ำเป็นตัวแทน แก้กันกับความหมายของฤดูร้อน ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น มีการขอพรจากผู้ใหญ่ การรำลึกและกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับ ในชีวิตสมัยใหม่ของสังคมไทยเกิดประเพณีกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์ นับวันสงกรานต์เป็นวันครอบครัว ในพิธีเดิมมีการสรงน้ำพระที่นำสิริมงคล เพื่อให้เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่มีความสุข ปัจจุบันมีพัฒนาการและมีแนวโน้มว่าได้มีการเสริมจนคลาดเคลื่อนบิดเบือนไป เกิดการประชาสัมพันธ์ในเชิงการท่องเที่ยวว่าเป็น Water Festival หรือ สงครามน้ำ เป็นภาพของการใช้น้ำเพื่อแสดงความหมายเพียงประเพณีการเล่นน้ำ






ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ 

         เป็นประเพณีที่ชาวจังหวัดเพชรบูรณ ได้ร่วมมือกันจัดขึ้นในวันแรมสิบห้าค่ำเดือนสิบ ซึ่งประวัติความเป็นมาของประเพณีอุ้มพระดำน้ำก็คือ เมื่อประมาณ 400 ปีที่ผ่านมามีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมีอาชีพหาปลาขาย และได้ไปหาปลาที่แม่น้ำป่าสักเป็นประจำทุกวัน อยู่มาวันหนึ่งก็ได้เกิดเรื่องที่ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า เกิดอะไรขึ้นเพราะวันนั้น ไม่มีใครจับปลาได้สักตัว จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นตรงบริเวณ วังมะขามแฟบ (ไม้ระกำ) ซึ่งปกติบริเวณนี้น้ำจะไหลเชี่ยวมาก จู่ๆ น้ำก็หยุดไหล และมีพลายน้ำผุดขึ้นมา แล้วพระพุทธรูปก็ผลุดขึ้นมาด้วย ชาวบ้านจึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์ดังกล่าว ขึ้นจากน้ำและนำไปประดิษฐานไว้ที่ไตรภูมิ เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดเพชรบูรณ์ จนกระทั่งถึงวันสารทไทยหรือ วันแรม 15 ค่ำเดือนสิบ พระพุทธรูปองค์ดังกล่าว (พระพุทธมหาธรรมราชา) ก็ได้หายไปจากวัด ชาวบ้านจึงช่วยกันตามหาและเจอพระพุทธรูป อยู่บริเวณวังมะขามแฟบ จากนั้นเป็นต้นมา พอถึงวันแรม 15 ค่ำเดือนสิบชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ ก็จะจัดงานซึ่งเรียกว่า "งานอุ้มพระดำน้ำ" ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2522 เป็นต้นมา




ประเพณีตักบาตรกลางน้ำ

         ที่ตำบลบ้านแหลม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ตำบลบ้านแหลม และตำบลตะค่า อำเภอบางปลาม้า มีประเพณีงานบุญที่ได้จัดทำมาแล้วประมาณกว่า 100 ปี คือการตักบาตรพระสงฆ์กลางลำน้ำแม่น้ำท่าจีนบริเวณหน้าตลาดคอวังผ่านหน้าวัด เจ้าขาวไปจนถึงวัดป่าพฤกษ์ โดยพระสงฆ์จากวัดต่าง ๆ ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน จะพายเรือบิณฑบาต และชาวบ้าน 2 ฝั่งแม่น้ำ ก็จะพายเรือใส่บาตร เช่นเดียวกัน ประเพณีงานบุญดังกล่าวนี้ ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาเริ่มกันเมื่อใดไม่มีผู้ใดทราบ แต่ผู้สูงอายุเล่าว่าเกิดมาก็เห็นการตักบาตรกลางน้ำนี้แล้ว ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเวลานานถึง 100 ปี โดยจะถือเอา วันแรม 12 ค่ำ เดือน 12 เป็นวันใส่บาตร ในสมัยก่อนโน้น ยังไม่มีถนนหนทาง บ้านเรือนราษฎรจะอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ และใช้แม่น้ำโดยยานพาหนะทางเรือ เป็นเส้นทางคมนาคมไปมาหาสู่กันและเช่นเดียวกันพระสงฆ์ ก็จะใช้เรือพายบิณฑบาต ไปรับอาหารจากชาวบ้านซึ่งมีบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ซึ่งในช่วงเวลานั้นจึงไม่มีการเดินบิณฑบาต จากการบอกเล่าของผู้สูงอายุ ซึ่งมีอายุ 80 ปีกว่า บอกว่าที่จัดให้มีการตักบาตรกลางน้ำขึ้น โดยนิมนต์พระสงฆ์ทั้งหมดพายเรือมารับอาหารนั้น สาเหตุเนื่องมาจากช่วงระยะเวลาหนึ่ง ชาวบ้านไม่ว่างไปทำบุญที่วัดเพราะติดฤดูกาลทำนา ชาวบ้านจะไปทำนาโดยไปสร้างขนำโรงนาเป็นที่พักชั่วคราว ทำนาเสร็จจึงจะกลับมาบ้าน จึงว่างเว้นจากการทำบุญตักบาตรไป เมื่อว่างจากการทำนาจึงนิมนต์พระมารับบิณฑบาตพร้อมกัน โดยจะเตรียมข้าวสารอาหารแห้ง อาหารสดมาตักบาตรกัน เรียงรายไปตลอดลำน้ำ โดยกำหนดวันทำบุญไว้เป็นการแน่นอน คือทุกวันแรม 12 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี ปัจจุบัน มีกิจกรรม ชักพระ ทอดผ้าป่า เล่นเพลงเรือ เพลงพื้นบ้าน และร่วมปิดทองไหว้พระหลวงพ่อสีแสง พร้อมชมระฆังโบราณอายุกว่า 100 ปี



ที่ดื่มน้ำสำหรับคนผ่านไปผ่านมา

       กระบวย เป็นภาชนะตักน้ำทำด้วยกะลามะพร้าวมีด้ามถือ ในสมัยก่อนตามหน้าบ้านของชาวชนบท มักจะตั้งซุ้มโอ่งน้ำหรือเรียกว่าโอ่งน้ำเย็น ใครเดินผ่านเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากระหายหิวจะแวะดื่มน้ำ แม้ขึ้นไปเยี่ยมเยียนบนบ้านเรือน จะรีบตักน้ำมาต้อนรับแขกเป็นอันดับแรก เพราะเดินทางเหนื่อยมาไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ดื่มน้ำแก้ความกระหาย การตั้งซุ้มโอ่งน้ำหน้าบ้านเป็นการแสดงถึงความมีน้ำใจของชาวชนบทอย่างหนึ่ง และการใช้ภาชนะตักน้ำดื่มวางคู่กับโอ่งน้ำจะใช้กระบวยกะลามะพร้าวเป็นส่วนใหญ่ เพราะกะลามะพร้าวเป็นวัสดุที่หาง่ายในหมู่บ้าน อีกทั้ง หายไปก็ไม่เสียหายดายอะไร การใช้กระบวยตักน้ำคงพัฒนามาจากการดื่มน้ำแบบดั้งเดิม คือ การใช้วักน้ำดื่ม ใช้ใบไม้บางชนิดห่อตักน้ำ จวบจนมีการใช้เปลือกผลไม้ เช่น กะลามะพร้าวตักน้ำ ถ้าจะให้ดูมีคุณค่ามากขึ้นจะตกแต่งประดิดประดอยกะลามะพร้าว และด้ามจับเป็นลวดลาย รูปคน รูปสัตว์ต่าง ๆ หรืออาจมีการลงรักทาชาดปิดทอง จนดูเป็นงานศิลปะหัตถกรรมที่มีคุณค่ามากทีเดียว กระบวยใช้กันหลายลักษณะ เช่น กระบวยตักน้ำดื่ม กระบวยตักน้ำรดต้นยาสูบ กระบวยตักน้ำล้างเท้า กระบวยตัก ต้มแกง เป็นต้น



         กระบวยตักน้ำดื่ม จะเลือกกะลามะพร้าวขนาดพอเหมาะไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป มีรูปร่างค่อนข้างกลมแป้น ใช้กะลามะพร้าวแก่จัด ฝากะลาค่อนไปข้างบน เพราะจะได้บรรจุน้ำได้มาก ขัดผิวกะลาให้เป็นเงา ทำด้ามไม้จับยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ตกแต่งเป็นลวดลาย หรือรูปสัตว์ที่แตกต่างกันไป โคนด้ามไม้จับทำเดือยฝังเข้าไปในรูกะลามะพร้าวให้แน่น กระบวยตักน้ำดื่มอาจดัดแปลงเป็นกระบวยตักแกงหรือแทนที่จะใช้กะลา ก็ใช้ตอกสานเป็นรูปกระบวยทาชันไว้ตักน้ำดื่ม กระบวยตักน้ำรดต้นยาสูบ ใช้กระบวยประเภทนี้คู่กับครุ เพื่อตักน้ำรดต้นยาสูบขณะต้นยังเล็กอยู่ กระบวยตักน้ำรดต้นยาสูบ จะเลือกกะลามะพร้าวใบใหญ่แก่จัด จะได้ตักน้ำได้มาก มีวิธีการทำเช่นเดียวกับกระบวยตักน้ำดื่ม แต่แตกต่างกันที่ความประณีต และตรงด้ามจับกระบวยซึ่งกระบวยรดน้ำต้นยาสูบ จะใช้ไม้สักหรือเหลาเป็นท่อนกลมยาวประมาณ 1 เมตร ปลายมือจับเสี้ยมปลายแหลมคมสำหรับปักดินไว้เป็นแนวว่ารดน้ำต้นยาสูบไปถึงที่ใดแล้ว กระบวยตักน้ำรดต้นยาสูบสามารถดัดแปลงหรือนำมาใช้เป็นกระบวยสำหรับตักน้ำล้างเท้า กระบวยในระยะหลังมักทำเป็นสังกะสี อะลูมิเนียม ทองเหลือง และพลาสติก ใช้เป็นภาชนะตักสิ่งของที่เป็นของเหลวต่าง ๆ ได้สารพัดประโยชน์








ที่ล้างเท้าก่อนขึ้นบรรได

        บริเวณตีนบันไดทางขึ้นเรือน มักจะทำที่ล้างเท้า ซึ่งมีทั้งที่วางหม้อโอ่งเล็กๆพร้อมตะบวยตักน้ำสำหรับตักราดล้างเท้า หรือทำเป็นกระบะปูนเล็กๆขังน้ำไว้ ตรงกลางยกแท่นขนาดพอเหยียบ แต่ให้ระดับจมน้ำเล็กน้อยสำหรับเหยียบล้างเท้า แล้วก้าวขึ้นบันไดเรือนเลย



 
 
วันลอยกระทง

      เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวไทย ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ตามปฏิทินจันทรคติล้านนา มักจะตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน ตามปฏิทินสุริยคติ ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป
ในวันลอยกระทง ผู้คนจะพากันทำ "กระทง" จากวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ตบแต่งเป็นรูปคล้ายดอกบัวบาน ปักธูปเทียน และนิยมตัดเล็บ เส้นผม หรือใส่เหรียญกษาปณ์ลงไปในกระทง แล้วนำไปลอยในสายน้ำ (ในพื้นที่ติดทะเล ก็นิยมลอยกระทงริมฝั่งทะเล) เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ไป นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการลอยกระทง เป็นการบูชาและขอขมาพระแม่คงคาด้วย



 
   
ประเพณีไหลเรือไฟ

        ประเพณีไหลเรือไฟ บางทีเรียกว่า “ลอยเรือไฟ” หรือ “ล่องเรือไฟ “หรือ “ปล่อยเรือไฟ” เป็น พิธีกรรมทางพุทธศาสนาที่นิยมทำกันในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 (วันออกพรรษา) โดยเฉพาะท้องถิ่นที่มีชัยภูมิเหมาะสม คือ มีแม่น้ำหรือลำน้ำ เท่าที่ปรากฏจะมีแนวทางที่คล้ายกันและอยู่บนพื้นฐานความเชื่อต่าง ๆ อาทิ ความเชื่อเกี่ยวกับการบูชารอยพระพุทธบาท ความเชื่อเกี่ยวกับการบวงสรวงพระธาตุจุฬามณีบนสวรรค์ ความเชื่อเกี่ยวกับการขอฝน ความเชื่อในการเอาไฟเผาความทุกข์ ความเชื่อเกี่ยวกับการขอขมาและระลึกถึงพระคุณพระแม่คงคา เป็นต้น เรือไฟในสมัยโบราณนั้นมีรูปแบบที่เรียบง่าย โดยทำจากต้นกล้วยและลำไม้ไผ่ที่หาได้มาจัดทำเป็นโครงเรือไฟง่าย ๆ พอที่จะทำให้ลอยน้ำได้ การรประดับตกแต่งเรือไฟภายในเรือไฟจะประดับด้วยดอกไม้ ธูป เทียน ตะเกียง ขี้ไต้ สำหรับจุดให้สว่างไสว ก่อนจะปล่อย เรือไฟลงกลางลำน้ำโขง ปัจจุบันได้จัดทำเรือไฟรูปแบบต่างๆ โดยมีการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาใช้ประกอบในการจัดทำ และประดับตกแต่งให้วิจิตรตระการตามากยิ่งขึ้น เมื่อปล่อยเรือไฟเหล่านี้ลงกลางลำน้ำโขงภายหลังการจุดไฟให้ลุกโชติช่วง แล้วจะเป็นภาพที่งดงามและติดตาตรึงใจตลอดไป


 
   


 

ตลาด

     เป็นการชุมนุมกันทางสังคม แลกเปลี่ยนสินค้ากัน ในภาษาทั่วไป ตลาดหมายความรวมถึงสถานที่ที่มนุษย์มาชุมนุมกันเพื่อค้าขาย ในทางเศรษฐศาสตร์ ตลาดหมายถึงการแลกเปลี่ยนซื้อขาย โดยไม่มีความหมายของสถานที่ทางกายภาพ
การค้าขายของไทยสมัยก่อนนั้น เน้นทางน้ำเป็นหลัก เพราะการคมนาคมทางน้ำเป็นการคมนาคมหลักของคนไทย ซึ่งอาจจะเห็นได้จากการมีตลาดน้ำต่าง ๆ ในสมัยรัตนโกสินทร์

      ตลาดในสมัยกรุงศรีอยุธยามีทั้งทางบกและทางน้ำ โดยตลาดน้ำจะตั้งอยู่ตามบริเวณท้องน้ำหรือปากน้ำต่างๆ เหล่าพ่อค้าแม่ค้าก็จะขนของมาขาย ส่วนตลาดบกจะตั้งอยู่ตามแหล่งชุมชนโดยตั้งชื่อตามสินค้าที่วางขาย และตลาดขายสินค้าต่างๆในกรุงศรีอยุธยาจะเรียกกันว่าป่า เช่น ป่าตะกั่วขายลูกแหและสิ่งที่ทำมาจากตะกั่ว , ป่าผ้าไหมขายผ้าไหม , ป่ามะพร้าวขายมะพร้าว , ป่าสังคโลกขายชามสังคโลก , ป่าฟูกขายสินค้าเครื่องนอน เป็นต้น

ตลาดน้ำ หรือ ตลาดเรือ


      เกิดขึ้นตามลำคลองที่เป็นแหล่งชุมนุมใหญ่ๆของคนไทย นอกจากชาวบ้านในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์จะค้าขายกันในเรือแล้ว มีการสร้างเรือนแพรับฝากขายสินค้านานาชนิดอีกด้วย เช่น ย่านคลองบางปะกอก ย่านท่าเตียน ย่านคลองมหานาค ย่านวัดไทร เป็นต้น เมื่อการค้าขายคับคั่งจอแจมากขึ้นในทางน้ำ ก็เริ่มขยับขยายมาขายบนบก ซึ่งเราเรียกกันว่า "ตลาดบก"



 
มวยทะเล

      เป็นการละเล่นพื้นบ้านของไทยสามารถเล่นได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ซึ่งมีวิธีการเล่นที่แตกต่างจากมวยทั่วๆ ไปคือ จะชกต่อยกันอยู่บนไม้กระดานแผ่นเดียว และถ้าใครตกลงมาจากไม้กระดานก็จะถือว่าคนน้นเป็นฝ่ายแพ้ ส่วนสถานที่เล่นนั้นก็จะเป็นในน้ำหรือริมทะเล มวยทะเลนี้ยังได้รับการจัดเป็นหนึ่งในกีฬาของทหารเรือไทยด้วยเช่นกัน



 


การกรวดน้ำ
      
        เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่ชาวพุทธนิยมกระทำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ “กรวดน้ำ” เป็นคำที่มาจากคำเขมร จฺรวจ กับคำว่า น้ำ ภาษาเขมรคำว่า จรวจทึก แปลว่า กรวดน้ำ เป็นอาการเทน้ำลงดินเพื่อให้แม่พระธรณีนำบุญกุศลที่ได้กระทำแล้ว แผ่ไปสู่ญาติพี่น้องผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เช่นเดียวกับการกรวดน้ำของไทย
 


พิธีโกนจุก

        สืบเนื่องมาจากพ่อแม่คลอดลูกออกมาแล้วลูกนั้นเป็นหญิง พ่อแม่เกรงว่าจะไม่ได้ทำบุญจึงไว้จุกให้ลูก หรือลูกบางคนเลี้ยงยากมักเจ็บไข้อยู่เสมอ ๆ พ่อแม่จึงไว้จุกเพื่อจะได้เลี้ยงง่าย พ่อแม่จะโกนผมรอบ ๆ ข้างนอกออก แล้วทำเป็นจุกไว้ตรงกลางกระหม่อม การทำจุกกลางกระหม่อมน่าจะเป็นเพราะตรงกลางกระหม่อมของเด็กมีผมบาง หากปล่อยทิ้งไว้โล้น ๆ อาจจะเกิดอันตรายได้ง่าย เช่น เป็นหวัดหรือถูกของแข็งกระทบ จะทำให้กระทบกระเทือนไปถึงภายในสมองได้ เมื่อไว้จุกแล้วก็พอจะป้องกันอันตรายได้บ้าง

       ก่อนถึงวันโกนจุก จะมีการตกแต่งสถานที่สำหรับทำพิธีมงคล เตรียมหม้อน้ำมนต์ ผ้าขาว ใบบัว หญ้าแพรก ฟักเขียว มีดโกน กรรไกร ใส่พานไว้ แล้วเตรียมไปนิมนต์พระสงฆ์มาในพิธีสวดมนต์เย็นและฉันเช้า เมื่อถึงวันทำพิธีแต่งตัวเด็กให้สวยงามตามฐานะแล้วให้เด็กไปโกนจุกยังสถาน ที่พิธี โดยให้เด็กถือใบลานด้วยเพื่อป้องกันภูตผีปีศาจที่จะมาทำร้าย นำเด็กเข้าไปฟังสวดข้างในหน้าพระ เมื่อสวดมนต์จบก็ถวายน้ำร้อน น้ำเย็น ครั้นพระกลับวัดแล้วก็เลี้ยงดูผู้ที่มาฟังพระสวดมนต์
ในตอนเช้าพระสงฆ์มาฉันเช้า เมื่อแต่งตัวเด็กเสร็จเรียบร้อยแล้วนำมานั่งข้างหน้าพระ โดยนำฟักเขียวมาวางข้างหน้าเด็ก นำผ้าขาวมาปูบนพานแล้ววางใบบัวลงบนผ้าขาว ใส่ หญ้าแพรกลงกลางใบบัววางไว้เบื้องหน้าพระ พอได้เวลาพระสวดชยันโตถึงบทที่ว่า สีเสปฐวิโบก ขเร พระก็จะขลิบจุกทันที ต่อจากนั้นก็ให้ญาติผู้ใหญ่หรือพ่อของเด็กเป็นผู้โกนผมออกจนหมด แล้วรดน้ำมนต์เด็กเป็นเสร็จพิธี ส่วนผมที่โกนนั้นนำใส่ใบบัวแล้วนำไปลอยในแม่น้ำก่อนจะลอยก็อธิษฐานขอให้ความ สุขความเจริญจงมีแก่เด็กสืบไป

       เป็นพิธีกรรมที่ยึดถือปฏิบัติกันมาแต่สมัยโบราณ ปัจจุบันจะเหลือน้อยลง เป็นพิธีที่ทำเพื่อให้พ่อแม่เด็กมีขวัญและกำลังใจในการเลี้ยงลูกและเพื่อให้ ลูกได้นึกถึงว่าตนโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว

 
ประเพณีแข่งเรือ

      เป็นประเพณีหน้าน้ำของคนไทย เป็นการละเล่นในยามน้ำหลากที่สืบทอดมาแต่โบราณ และมักมีการแข่งเรือควบคู่ไปกับการทำบุญ ปิดทอง ไหว้พระและงานกฐิน ช่วยสร้างบรรยากาศให้งานบุญครึกครื้นขึ้น
ประเพณีแข่งเรือ เป็นการละเล่นที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยในชนบทถิ่นที่อยู่อาศัยใกล้น้ำ ในช่วงเดือนสิบเอ็ดและเดือนสิบสอง ชาวบ้านเว้นว่างจากการทำไร่ทำนา เป็นโอกาสที่หนุ่มสาวได้พบปะเกี้ยวพาราสีกัน ได้เห็นฝีไม้ลายมือของชายอกสามศอก ได้เห็นความสามัคคีพร้อมเพรียงของเหล่าหนุ่มฝีพาย การแข่งเรือมักมีการเล่นเพลงเรือ เพลงปรบไก่ เพลงครึ่งท่อน และสักวาโต้ตอบกันระหว่างหนุ่มสาวหลังการแข่งเรือ เป็นกรใช้ฝีปากไหวพริบและความเป็นเจ้าบทเจ้ากลอน โต้ตอบเกี้ยวพาราสีกัน ได้แสดงความสามารถทั้งหญิงและชาย ผู้ดูมีทั้งอยู่บนตลิ่ง และที่พายเรือกันไปเป็นหมู่ ต่างสนุกสนานกันทั่วหน้า
เรือแข่งที่แถบชาวบ้านลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาใช้แข่ง เรียกเรือยาว ซึ่งทำจากท่อนซุงทั้งต้น การต่อเรือยาวต้องใช้ความรู้ ความชำนาญมาก จึงจะได้เรือที่สวยและแล่นได้เร็วเวลาพาย
ปัจจุบันประเพณีการแข่งเรือยังมีเหลืออยู่บ้างไม่มากเหมือนสมัยก่อน เพราะวิถีชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงไป แต่เราไม่ค่อยจะได้ยินเสียงเพลงเห่เรือของฝีพายและของชาวบ้าน กลับได้ยินเพลงลูกทุ่งแทน เพราะขาดผู้รู้คุณค่าและความสนใจที่จะรักษาไว้ จึงไม่ได้สนับสนุนผู้มีความรู้ความสามารถในการเห่เรือ ให้สืบทอดประเพณีนี้ต่อมา เป็นที่น่ายินดีที่หน่วยงานราชการ และเอกชนบางแห่ง เล็งเห็นคุณค่าของประเพณีแข่งเรือ จึงได้จัดให้มีการแข่งเรือขึ้นในหลายๆท้องถิ่นที่อยู่ริมน้ำ ซึ่งประสบผลสำเร็จ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติมากมาย

 
ประเพณีรับบัว

      เป็นประเพณีเก่าแก่สิบทอดกันมาแต่โบราณ ของชาวอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยจัดงานทุกวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี โดยในสมัยก่อน อำเภอบางพลี มีประชาชนอาศัยอยู่แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ คนไทย คนลาว และคนรามัญ (ชาวมอญพระประแดง) ทุกกลุ่มชนต่างทำมาหากินและอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่นเสมือนญาติมิตร

      การเป็นผู้มีน้ำใจไมตรี" เป็นลักษณะเด่นของคนไทยประการหนึ่ง เราคงไม่ปฏิเสธกันว่าคนไทยเป็นผู้ที่ร่ำรวยน้ำใจ ยากที่จะหาประชากรในประเทศใดในโลกเทียมได้ แม้แต่ชาวต่างประเทศก็ยอมรับในความมีน้ำใจไมตรีของคนไทยเช่นกัน จนได้ให้สมญาประเทศไทยว่า "สยามเมืองยิ้ม" ดังเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วนั่นเอง และชาวอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการมีสิ่งหนึ่งที่ช่วยยืนยันถึงความเป็นผู้มีน้ำใจไมตรีของคนไทยเช่นกัน สิ่งนั้นคือมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษของชาวบางพลีได้มอบไว้ให้ลูกหลานของตน นั่นคือ "ประเพณีรับบัว" ประเพณีรับบัว เป็นประเพณีเก่าแก่ที่เกิดและจัดขึ้นในอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ มาช้านานแต่เพิ่งปรากฏหลักฐานในราว พ.ศ. ๒๔๖๗ ว่าเดิมจัดในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ของทุกปี และจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ชาวอำเภอบางพลี ได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับประเพณีรับบัวว่า "ในสมัยก่อนโน้น อำเภอบางพลี มีดอกบัวมากมายตามลำคลอง หนองบึงต่างๆเป็นที่ต้องการของพุทธศาสนิกชน ในอันที่จะนำไปบูชาพระ เหตุที่เกิดประเพณีรับบัว เกิดจากชาวอำเภอพระประแดง และชาวอำเภอเมืองสมุทรปราการ ที่เป็นชาวมอญ ต้องการนำดอกบัวไปบูชาพระคาถาพันและบูชาพระในเทศกาลออกพรรษา ดังนั้นเมื่อถึงวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๑ ประชาชนทั้งสองอำเภอนี้ ได้ชักชวนกันพายเรือมาตามลำคลองสำโรงเพื่อมาเก็บดอกบัว เมื่อเก็บได้เพียงพอแล้วก็จะเดินทางกลับบ้านของตนในวันรุ่งขึ้น (ขึ้น ๑๔ ค่ำ) ต่อมาชาวอำเภอบางพลี มีน้ำใจที่จะอำนวยความสะดวกให้ในฐานะที่ตนเป็นเจ้าของบ้าน เมื่อถึงวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๑ ของทุกปี ก็จะร่วมแรงร่วมใจกันเก็บดอกบัวและเตรียมอาหารคาวหวานไว้เพื่อรอรับชาวอำเภอพระประแดงและชาวอำเภอเมืองฯ เช้าตรู่ของวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ขบวนเรือพายของชาวอำเภอพระประแดงและชาวอำเภอเมืองฯก็จะมาถึงหมู่บ้านบางพลีใหญ่ เมื่อรับประทานอาหารที่ชาวอำเภอบางพลีเตรียมไว้ต้อนรับจนอิ่มหนำสำราญดีแล้ว ก็จะพายเรือไปตามลำคลองสำโรง เพื่อขอรับดอกบัวจากชาวอำเภอบางพลีทั้งสองฝั่งคลอง การส่งมอบดอกบัวจะทำกันอย่างสุภาพ คือส่งและรับบัวกันมือต่อมือ โดยผู้ให้และผู้รับพนมมือตั้งจิตอธิษฐานอนุโมทนาผลบุญร่วมกัน การกระทำเช่นนี้เองจึงได้ชื่อว่าการ "รับบัว" เมื่อปฏิบัติติดต่อกันหลายๆปี จึงได้กลายเป็น "ประเพณีรับบัว" ไปในที่สุด"



 


กฐินหลวง

     เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานด้วยพระองค์เอง หรือทรงโปรดเกล้าให้พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เสด็จไปพระราชทานแทน กฐินหลวงนี้จัดเครื่องพระราชทานด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และบางครั้งมีการจัดพิธีแห่เครื่องกฐินพระราชทานอย่างใหญ่ โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค หรือกระบวนพยุหยาตราสถลมารถ แล้วแต่พระราชประสงค์ (ในปัจจุบันคงการเสด็จพระราชดำเนินทรงถวายผ้าพระกฐินอย่างพิธีใหญ่นั้น คงเหลือเพียงโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคเท่านั้น)




 
การพรมน้ำมนต์

       เป็นพิธีกรรมในทางพระ พุทธศาสนารวมเรียกว่าศาสนพิธีในทางพุทธศาสนา พิธีกรรมที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างเป็นหลักการคือสังฆกรรมของพระ ภิกษุสงฆ์ และพิธีกรรมที่มีมาตามวัฒนธรรมคืออัญชลี (การประนมมือ) วันทา (การไหว้) และอภิวาท (การกราบ) รวมถึงการเวียนประทักษิณ (เดินวนขวาสามรอบหรือการเวียนเทียน) และการพรมน้ำมนต์ เนื่องจากศาสนาพุทธถือว่าพิธีกรรมเป็นเพียงอุบายในการช่วยให้เข้าสู่ความดี ในผู้ที่ยังไม่เข้าถึงแก่นแท้ทางศาสนา จึงไม่จำกัดหรือเจาะจงแน่ชัดลงไป ดังนั้นพิธีกรรมของชาวพุทธจึงมีความยืดหยุ่นและเป็นไปตามวัฒนธรรมของชนชาติ นั้นๆตามความชอบของสังคมนั้น ทำให้ประเพณีชาวพุทธทั่วโลกจึงมีลักษณะที่แตกต่างกัน อันเนื่องจากพุทธไม่ถือว่าวัฒนธรรมตนเป็นวัฒนธรรมเอกและเห็นวัฒนธรรมอื่น เป็นวัฒนธรรมรองจนต้องทำลายหรือดูดกลืนวัฒนธรรมของชนชาติอื่นๆ พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่จึงเป็นผู้ใจกว้างในความแตกต่างทางวัฒนธรรม ยินดีในความหลากหลายทางประเพณี ยอมรับในวัฒนธรรมที่แตกต่างของกันและกันได้ดี




 



การไปงานรดน้ำศพ

     คฤหัสถ์ผู้ไปงานรดน้ำศพนั้น ทั้งสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษนิยมแต่งกายไว้ทุกข์แก่ท่าน ที่ล่วงลับไปแล้วตามความนิยมของสังคมท้องถิ่นนั้น ๆ พร้อมกับเตรียมภาชนะใส่น้ำอบ ไทยสำหรับใช้รดน้ำศพไปด้วย (ถ้ามี)

     การรดน้ำศพนั้น ถือกันสืบมาว่าเป็นกิริยาอาการขอขมาโทษต่อศพของท่าน
ผู้ล่วงลับไปแล้ว เพื่อจะได้ไม่มีเวรไม่มีกรรมกันต่อไป

     ในการรดน้ำศพนั้น จึงนิยมทำการรดน้ำเฉพาะศพของท่านผู้มีอาวุโสสูงกว่าตน
หรือศพของผู้มีอาวุโสรุ่นราวคราวเดียวกันเท่านั้น

     ท่านผู้มีอาวุโสสูงกว่าผู้ล่วงลับไปแล้ว ก็นิยมไปร่วมพิธีในงานรดน้ำศพนั้นด้วย
เพื่อเป็นการให้เกียรติและไว้อาลัยแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว แต่ไม่นิยมรดน้ำขอขมาศพ

 

ประเพณีชักพระ

        เป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นท้องประจำภาคใต้ตอนกลางของประเทศไทย โดยเกี่ยวข้องกับความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และวิถีชีวิตของชาวใต้ ที่มีความผูกพันกับน้ำ ซึ่งประเพณีชักพระจะจัดขึ้นในช่วงออกพรรษาของทุกปี โดยเฉพาะในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ที่เชื่อกันว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ลงมายังโลกมนุษย์ ประชาชนจึงอัญเชิญพระพุทธองค์ขึ้นประทับ บนบุษบกที่จัดเตรียมไว้ แล้วจัดขบวนแห่ไปยังที่ประทับ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการจัดขบวนแห่ทางเรือ แต่ถ้าบริเวณใดที่ห่างไกลแม่น้ำก็จะจัดพิธีทางบกแทน

        ประเพณีชักพระ ประกอบด้วยขบวนเรือที่ตกแต่งอย่างงดงาม ภายในเรือมีพระพุทธรูปประทับอยู่บนบุษบกเรียกว่า “เรือประทาน หรือ เรือพนมพระ” ที่หัวเรือมีสายเชือกยาวผูกสำหรับลาก เรือพนมพระ นิยมทำเป็นตัวนาค และภายในเรือยังมีพระสงฆ์นั่งมาด้วย โดยพิธีจะเริ่มตั้งแต่เช้ามืด มีการจัดทำสลากและนิมนต์พระวัดต่างๆ มาชักผ้าป่าที่หน้าบ้านที่ได้ระบุสลากไว้ หลังจากถวายพุ่มผ้าป่าแล้ว พระผู้ใหญ่ที่ได้รับการเคารพนับถือ จะทำพิธีชักพระด้วยการจับปลายเชือกที่อยู่หัวเรือ จากนั้นก็จะปล่อยให้เรือของชาวบ้านเข้าลากจูง ด้วยเชื่อว่าจะได้บุญมาก เรือจะถูกชักลากไปช้าๆ ตลอดเส้นทาง พร้อมกับการตีกลองประโคม เพื่อให้ชาวบ้านรู้ว่าเรือพนมพระกำลังผ่านมา ชาวบ้านสองฝั่งแม่น้ำ จะออกมาตักบาตร เรียกว่า “ตักบาตรเทโว” เมื่อเรือจอดยังที่ที่กำหนดไว้แล้ว จะมีการอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานบนโรงพิธีสงฆ์  เพื่อทำการสมโภชในวันถัดไป  และวันสุดท้ายจะทำพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นเรือกลับสู่วัด



 


ประเพณีแห่นางแมวขอฝน

        คนไทยในสมัยก่อนเชื่อว่า แมวเป็นสัตว์ที่มีอำนาจลึกลับศักดิ์สิทธิ์ สามารถเรียกฝนให้ตกลงมาได้ และเมื่อถึงฤดูฝน หากฝนแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาล

       ชาวไทยโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่จำเป็นต้องใช้น้ำในการเกษตรกรรมจะต้องนำนางแมว(แมวตัวเมีย) โดยคัดเลือกแมวไทยพันธุ์สีสวาด(คนไทยโบราณเรียก แมวมาเลศ) ตัวที่มีรูปร่างปราดเปรียว สวยงามตั้งแต่ 1-3 ตัว นำนางแมวมาใส่กระบุงหรือตะกร้าหรือเข่งก็ได้ สาเหตุที่ต้องเลือกแมวพันธุ์นี้เพราะเชื่อว่า สีขนแมวเป็นสีเดียวกับเมฆ จะทำให้เกิดฝนตกได้

       ก่อนที่จะนำนางแมวเข้ากระบุง คนที่เป็นผู้อาวุโสที่สุด จะพูดกับนางแมวว่า " นางแมวเอย …ขอฟ้าขอฝน ให้ตกลงมาด้วยนะ " พอหย่อนนางแมวลงกระบุงแล้ว ก็ยกกระบุงนั้นสอดคานหามหัวท้าย จะปิดหรือเปิดฝากระบุงก็ได้ แต่ถ้าปิดต้องให้นางแมวโดนน้ำกระเซ็นใส่ ตอนที่สาดน้ำด้วยจะต้องถูกต้องตามหลักประเพณี