ประชุมสามัญประจำปี 2569
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานการประชุมสามัญประจำปีพุทธศักราช 2569 ของมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

วันนี้ (15 มกราคม พุทธศักราช 2569) เวลา 17 นาฬิกา 30 นาที สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานการประชุมสามัญประจำปีพุทธศักราช 2569 ของมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ ห้องประชุม สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา อาคารโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมี นายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้เกี่ยวข้อง เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ โอกาสนี้ ได้พระราชทานพระราชวโรกาสให้ผู้สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท รับพระราชทานเข็มที่ระลึกของมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ และพระราชทานเกียรติบัตร แก่ผู้แทนเยาวชนพี่นำน้องรักษ์น้ำ ตามแนวพระราชดำริ จากโรงเรียนป่าพะยอมพิทยาคม จังหวัดพัทลุง กลุ่มเยาวชนพนาดร/กลุ่มบริหารจัดการน้ำชุมชนทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช และโรงเรียนเสริมงามวิทยาคม จังหวัดลำปาง

จากนั้น ทรงเป็นประธานการประชุมสามัญประจำปีพุทธศักราช 2569 ของมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทอดพระเนตรวีดิทัศน์และทรงฟังบรรยายสรุปผลดำเนินงานของมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ นับตั้งแต่ก่อตั้งในปีพุทธศักราช 2555 จนถึงปัจจุบัน มูลนิธิฯ ได้ดำเนินงานร่วมกับทุกภาคส่วน บริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เห็นความสำเร็จของการบริหารจัดการทรัพยากรดิน น้ำ
ป่า
พลังงาน อาชีพ และกองทุนชุมชน

ผลการดำเนินงานของมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ในปี พุทธศักราช 2568 ชุมชนสามารถบรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งให้พื้นที่เกษตร 1 แสน 7 หมื่น ไร่ เพิ่มปริมาณน้ำสำรองมากกว่า 10 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ชุมชนมีน้ำทำเกษตรในช่วงฤดูแล้ง มีมูลค่าผลผลิต 7 ล้านบาท รวมทั้ง สร้างตัวอย่างการดำเนินงาน ไม้ 3 อย่าง
ประโยชน์ 4 อย่าง ในพื้นที่กว่า 87,000 ไร่ ชุมชนมีรายได้จากป่ามากกว่า 3 ล้านบาทต่อปี สามารถช่วยรัฐประหยัดค่าชดเชยความเสียหายได้ถึง 338 ล้านบาท นอกจากนี้ เกิดพื้นที่ตัวอย่างความสำเร็จเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ เพิ่มขึ้น 2 แห่ง รวมเป็น 32 แห่ง ที่จะเป็นต้นแบบให้ชุมชนอื่น นำไปปรับใช้ ได้แก่
ชุมชนตำบลนครป่าหมาก อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก เป็นต้นแบบการฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งน้ำ เชื่อมแหล่งน้ำและกระจายน้ำจากพื้นที่น้ำท่วม ไปพื้นที่น้ำแล้ง ทำให้ลดปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งได้ทั้งตำบล
ชุมชนตำบลขุนควร อำเภอปง จังหวัดพะเยา เป็นต้นแบบของการ ฟื้นป่า ฟื้นน้ำ ฟื้นชีวิต ที่เปลี่ยนจากเขาหัวโล้น เป็น วนเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติกลับมาอุดมสมบูรณ์ มีน้ำทำเกษตรได้ผลผลิตตลอดทั้งปี สร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน
ผลการดำเนินงานของมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ เกิดจากการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ รวม 31 แห่ง ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ 12 แห่ง ภาคเอกชน 15 แห่ง สถาบันการศึกษา 4 แห่ง ที่ร่วมกันสืบสานแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรเพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า และพลังงาน สู่ความยั่งยืน






